เมื่อชีวิตของผมมีแต่คำว่า 'ต้อง'

 

ชีวิตของคนเราล้วนต้องพบกับบางสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แต่คงไม่ใช่ทุกอย่าง ถ้าชีวิตมีแต่คำว่า 'ต้อง' ก็คงจะเครียดเกินไปหน่อย 

 

'กลาง' วัยรุ่นชายที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีสุดท้ายของชีวิตความเป็นนักเรียน กลางก็เหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ ที่กำลังจะสอบเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ทั้งที่เรียนได้ดี มีความตั้งใจ รับผิดชอบ ขยันอ่านหนังสือมาตลอดตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย แต่กลางออกจะเครียดมากกว่าปกติ เมื่อเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะต้องสอบ กลางเริ่มนอนไม่หลับ ฝันร้าย ปวดหัว หงุดหงิดง่าย กินอะไรไม่ค่อยลง 

 

พ่อแม่กับแม่บอกกลางมาตั้งแต่เด็กๆ ว่ากลางจะต้องสอบเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งแม่เป็นอาจารย์สอนอยู่ 

 

"ผมต้องเข้านิติศาสตร์ให้ได้ และต้องเป็นนิติศาสตร์ที่นี่เท่านั้น ผมต้องทำให้ได้ ถ้าสอบไม่ได้ ผมต้องแย่แน่ๆ พ่อกับแม่ต้องไม่พอใจและโกรธผมมาก"

 

เมื่อถามว่า แล้วกลางอยากเรียนนิติศาสตร์ไหม กลางตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองอยากจะเรียนอะไร ตั้งแต่จำได้พ่อแม่ก็บอกว่า เขาจะต้องเรียนนิติศาสตร์ พ่อของกลางเป็นผู้พิพากษามีหน้าที่การงานที่มีเกียรติ ส่วนแม่ก็เป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง พ่อแม่ต้องการให้กลางเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ แต่ไม่เคยถามลูกจริงๆ ว่าลูกต้องการอะไร

 

จริงๆ มันก็เป็นแบบนี้สำหรับกลางมานานแล้ว 

 

กลางเล่าว่า ตั้งแต่เด็ก เขาจะ 'ต้อง' ทำตามที่พ่อแม่บอกทุกอย่าง พ่อแม่มักจะสั่งให้เขาทำแบบนั้น แบบนี้ เวลาที่กลางคิดอยากทำอะไรด้วยตัวเอง พ่อแม่ก็มักจะตำหนิเสมอว่า ทำแบบนี้ไม่ดี ทำอีกอย่างดีกว่า ส่วนถ้าทำอะไรดีๆ ก็ไม่เคยที่จะชมเชย แต่ถ้าทำผิด พ่อแม่ก็จะโกรธไม่พอใจและดุกลางอย่างหนัก บางทีก็จะว่ากลางไปหลายวันทีเดียว เวลาที่กลางมีเรื่องไม่สบายใจ เขาไม่เคยปรึกษาพ่อแม่เลย เพราะเคยเล่าให้ฟัง แต่พ่อแม่ก็จะบอกว่า มันเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ต้องไปสนใจ เอาเวลาไปเรียนหนังสือดีกว่า กลางรู้สึกว่า การเรียนเป็นทุกอย่างในชีวิตสำหรับพ่อแม่

 

ทั้งที่กลางเป็นเด็กที่เรียนได้อันดับต้นๆของระดับ มีความขยัน ตั้งใจ และรับผิดชอบ เหตุใดเขาจึงไม่มีความมั่นใจและกังวลอย่างมากในเรื่องการสอบ

 

กลางรู้สึกว่า เขาต้องทำตามคำสั่งของพ่อแม่ เพื่อที่จะเป็นลูกที่ดี เมื่อถามว่า ตัวเองมีข้อดีอะไรบ้าง กลางบอกว่า ไม่แน่ใจ คงต้องไปถามพ่อแม่ เขาคิดว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ถ้าทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการไม่ได้

 

หมอได้ยินแล้วก็รู้สึกเครียดแทน เด็กที่อยู่กับการเลี้ยงดูที่เคร่งครัด เต็มไปด้วยคำสั่งและการบังคับ ไม่ให้การยอมรับ ไม่เข้าใจ ไม่รับฟัง แทบไม่มีกำลังใจและคำปลอบโยน อาจจะทำให้ลูกเป็นเด็กดีที่เคร่งเครียดเกินไป ไม่มีความภาคภูมิใจ มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ทำอย่างไรก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอสักที เพราะไม่เคยรู้สึกว่ามีคนยอมรับจากคนสำคัญที่มีความหมายกับเด็กอย่างพ่อแม่ เด็กเหล่านี้มีความสุขได้ยาก และมีแนวโน้มจะเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้าง่าย 

 

การเลี้ยงดูที่พ่อแม่ให้แต่กฎระเบียบ บอกแต่ว่าเด็กต้องทำแบบนั้นแบบนี้ โดยที่ไม่รับฟังหรือเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก ภาษาอังกฤษเรียกว่า Authoritarian parenting style เป็นลักษณะการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม แบบ 'ค่ายทหาร' ที่มีแต่คำสั่ง ไม่มีความสงสารเห็นใจ 

 

การเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม 'ความสมดุล' เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้เกิดขึ้น ระหว่าง 'กฎระเบียบ' และ 'ความรักความเข้าใจ' ทั้งสองสิ่งเป็นเรื่องจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 

ถ้ามีแค่ กฎระเบียบ การบังคับ เราก็อาจจะได้เด็กที่อยู่กรอบเดินตามเส้นแต่เคร่งเครียดเกินไป ปรับตัวได้ยาก ไม่อาจยอมรับได้หากบางอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง (อย่างที่กลางเป็นอยู่) 

 

ในทางกลับกัน ถ้ามีแต่ความรักความเข้าใจโดยไม่มีกฎระเบียบใดๆ เราก็อาจจะได้เด็กที่เอาแต่ใจ เรียกร้อง ทำตามใจตัวเอง ก็คงไม่ดี

 

ชีวิตของคนเราแม้ว่าจะดีแค่ไหน อุปสรรคที่ผ่านเข้ามาเกิดขึ้นได้เสมอเป็นธรรมชาติ สิ่งที่คาดหวังไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามที่คิดตลอดไป ทุกคนควรปรับตัวได้ตามสถานการณ์ 

 

ความรู้สึกยอมรับและภาคภูมิใจในตัวเอง สามารถในการยอมรับตัวเองทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้ว่ามีความผิดพลาดบ้าง โลกก็ยังหมุนต่อไปและสามารถที่ให้อภัยตัวเองได้ เป็นเรื่องที่จำเป็นในชีวิตจริงที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้าของเด็กคนหนึ่ง