บางสิ่งที่มีอิทธิพลนอกจากการเลี้ยงดูสั่งสอนของพ่อแม่

 

"คุณหมอคะ ลูกดิฉันเป็นออทิสติก ตอนนี้อายุสิบปี รักษามาตั้งแต่เขายังเล็กๆ จนถึงตอนนี้ทั้งพ่อและแม่พยายามร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อจะทำให้ลูกดีขึ้น แต่บางครั้งลูกก็ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม

ลูกชายของคุณแม่ดูภายนอกก็เป็นเด็กน่ารักปกติ แต่มีการพูดจาที่ไม่ค่อยถูกกาลเทศะ เช่นบางครั้งก็จะพูดอะไรตรงๆ ตามที่คิด

เมื่อวานคุณแม่พาเขาไปเที่ยวห้างแห่งหนึ่ง ตอนขึ้นลิฟท์ลูกชายก็พูดกับผู้หญิงคนหนึ่งว่า “อ้วนจัง กินขนมเยอะ ไม่ออกกำลังกายใช่ไหมเนี่ย”

ลูกชายอาจจะจำที่แม่เคยสอนไว้บอกว่า ถ้าอยากแข็งแรง ต้องไม่อ้วน ต้องออกกำลังกาย ไม่กินขนมเยอะ

แม่ก็ตกใจมากแต่ห้ามลูกไม่ทันแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นดูไม่พอใจมาก พูดเสียงดังกับแม่ต่อหน้าทุกคนว่า ทำไมไม่รู้จักสั่งสอนลูกให้พูดจาดีให้มีมารยาทสังคม

เรารู้สึกแย่มาก ไม่อยากเป็นแม่ที่ไม่ดี"

เราคงเคยได้ยินวาทกรรมของใครสักคน เวลาที่คนหนึ่งแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่ไม่ดี ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ก็จะมีพูดออกมาเป็นการตำหนิประมาณว่า "เป็นลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน" ซึ่งคงเป็นการสื่อว่า การที่คนคนหนึ่งมีพฤติกรรมเลวร้ายแบบนั้น น่าจะเกิดจาก 'การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ที่ไม่ดีและไม่เหมาะสม' เป็นแน่แท้

ในความเป็นจริง การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตมาเป็นคนแบบไหน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูอย่างเดียว

อย่างกรณีของลูกคุณแม่ลูกชายมีโรคออทิสติกซึ่งเป็นความผิดปกติทางสมองอย่างหนึ่ง

และถึงแม้จะเป็นเด็กทั่วไปก็ไม่ใช่มีเฉพาะการเลี้ยงดูอย่างเดียวที่จะเป็นตัวกำหนดหลักว่าคนคนนั้นจะเป็นอย่างไร มีการทำวิจัยมากมายในสากลที่ต้องการพิสูจน์ความจริงข้อนี้

Nature VS Nurture ? หมายถึง ‘ธรรมชาติกำหนด' หรือ 'การอบรมดูแล' อะไรจะมีผลมากกว่ากับการหล่อหลอมเด็กคนหนึ่งจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ งานวิจัยต่างๆ พบว่า คงไม่มีปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดหรอกที่จะกำหนดว่า เด็กคนหนึ่งจะโตมาเป็นแบบไหน ทุกอย่างเป็น 'ปัจจัยร่วมกัน' ที่หล่อหลอมคนคนหนึ่งให้มาเป็นเช่นที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ แล้วปัจจัยอะไรบ้าง ที่มีผลทำให้เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน

1.  ปัจจัยทางชีวภาพ นั่นก็คือ พันธุกรรม ระบบประสาทและสมอง สภาพร่างกาย ภาวะบางอย่าง ซึ่งปัจจัยพวกนี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

2.  พื้นอารมณ์ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Temperament ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมาแต่กำเนิดเช่นกัน เด็กบางคนตั้งแต่เกิดมาก็เป็น 'เด็กเลี้ยงยาก' กินยาก นอนยาก ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ตรงกันข้ามกับเด็กบางคน ที่กินง่าย นอนง่าย ปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย เรียกว่า 'เด็กเลี้ยงง่าย'

3.  สภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น บ้าน โรงเรียน สภาพความเป็นอยู่ ตรงนั้นก็มีส่วนที่หล่อหลอมเด็กว่าโตขึ้นมาโดยต้องพบเจอกับอะไรบ้าง

4.  การเลี้ยงดูของพ่อแม่/คนใกล้ชิด ตรงนี้มีบทบาทสำคัญ เพราะสามารถช่วยให้อะไรๆ ที่เป็นเพราะปัจจัยอื่นๆ ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย เช่น เด็กคนหนึ่งเกิดมาด้วยพื้นอารมณ์ที่เป็นเด็กเลี้ยงยาก แต่หากพ่อแม่คนใกล้ชิดมีความเข้าใจ ไม่ใช้อารมณ์หงุดหงิดกับเด็ก มีความใจเย็นในการปรับพฤติกรรม เด็กเลี้ยงยากคนนั้นก็จะเติบโตมาเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดีได้

ตรงกันข้าม เด็กที่เกิดมาอย่างเป็นคนที่เลี้ยงง่าย มีสติปัญญาดี ฉลาดเฉลียว แต่มาพบกับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น ตามใจอย่างมาก มีความไม่สม่ำเสมอในการปรับพฤติกรรม อารมณ์ของผู้เลี้ยงดูขึ้นๆ ลงๆ เด็กเลี้ยงง่ายคนนั้นก็อาจเติบโตมาเป็นคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตและจิตเวชตามมาได้

แต่แน่นอนว่า 'การเลี้ยงดู' คงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความเป็นไปของเด็กคนหนึ่ง มีปัจจัยหลายข้อดังที่กล่าวมาแล้ว ทุกข้อมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกันไป

เพราะฉะนั้นก็อยากให้กำลังใจคุณแม่ว่า คงไม่ใช่ความผิดของคุณแม่ที่เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะตัวลูกชายเองก็มีภาวะบางอย่างที่ทำให้เขามีอาการแบบนั้น ก็คงต้องรักษาและปรับกันไป

อย่างที่คุณแม่บอกว่าพาเขาไปรักษาและคุณแม่ก็ร่วมมือกับการรักษาดีนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว แต่ส่วนใหญ่คนรอบข้างอื่นๆ ไม่ได้มาอยู่ในจุดที่เราอยู่ ทำให้เขาไม่เข้าใจและมีมุมมองที่อาจจะตัดสินเรื่องราวอะไรไปตามความรู้สึก ซึ่งตรงนั้นเราคงจะไปควบคุมได้ลำบาก

สิ่งที่สำคัญคือ เราพยายามเลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุดแล้ว แต่บางครั้งมันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด นั่นก็เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ก็คงต้องยอมรับและทำความเข้าใจ

สำหรับพ่อแม่ทุกคน สิ่งที่จำเป็นคือ สร้างกำลังใจและความหวังให้กับตัวเองนะคะ