ระวังสิ่งแปลกปลอม ทำร้ายประสาทสัมผัสลูก

 

ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต หากเกิดปัญหาหรือมีอุบัติเหตุอาจทำให้การเรียนรู้หยุดชั่วคราวหรือเป็นไปอย่างถาวรได้ ขอยกตัวอย่างสิ่งแปลกปลอมที่ต้องระวังมาบอกต่อค่ะ

 

1.  ดวงตา

ระวังเศษฝุ่นละออง ขนตา แมลงตัวเล็กๆ กาวต่างๆ ก่อให้เกิดระคายเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง เจ็บตา

 

ทำอย่างไรดี

- อย่าขยี้ตา นำเศษผงออกเอง โดยให้ลูกลืมตาในน้ำสะอาด หรือล้างตาด้วยน้ำอุ่น

- หากเป็นกาว อย่าดึงออก เพราะจะทำให้ผิวหนังถลอก ฉีกขาด ถ้าถูกกาวรอบตา ลืมตาได้ให้เช็ดหรือล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำอุ่น และล้างตาด้วยน้ำสะอาด

- ถ้าเคืองตามาก หรือหนังตาปิดให้ใช้น้ำอุ่นเช็ดเบาๆ และรีบพาลูกไปพบคุณหมอ

- อย่าใช้ทินเนอร์ที่คิดว่าล้างกาวออกได้ จริงๆ ไม่สามารถล้างได้ ยิ่งใช้ยิ่งเป็นผลเสีย

 

ระวังไว้ก่อน

- ไม่พาลูกไปอยู่ในที่แออัด อากาศไม่ปลอดโปร่งหรือมี ฝุ่นควัน ละออง เช่น ริมถนน

- เก็บอุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายไว้ห่างมือเด็ก เช่น ยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา ซึ่งควรมีสัญลักษณ์ป้ายชื่อกำกับ ที่ให้เห็นชัดว่า เป็นยาอะไร และก่อนใช้ควรตรวจดูฉลากหน้าขวดก่อนใช้ทุกครั้ง

- คุณพ่อที่ต้องทำงานช่าง ต้องระวังความปลอดภัยทั้งตัวคุณและลูก เช่น สวมแว่นตาป้องกันขณะทำงาน และแน่ใจว่าไม่มีเด็กวิ่งเล่นหรือเข้าใกล้ จัดเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างให้เรียบร้อยเมื่อเสร็จงาน

 

2.  หู

ระวังแมลงตัวเล็ก เช่น มด ยุง ไร หมัดสุนัขที่มีเขี้ยว อาจกัดช่องหู แก้วหู ดูดเลือด และอยู่ในหูได้นาน ระวังสิ่งของที่ลูกอาจหยิบเข้าหู เช่น เมล็ดผลไม้ เศษอาหารชิ้นเล็กๆ หรือลูกปัด เป็นต้น

 

ทำอย่างไรดี

- เอียงหูข้างที่มีปัญหาลงต่ำ แล้วกระตุกใบหู เพื่อให้สิ่งที่เข้าหูหลุดออก

- ถ้าเห็นอะไรอยู่หูอย่ามั่นใจเอาออกมาได้ อย่าใช้นิ้วมือ ไม้ แคะ คีบออก เพราะจะทำให้สิ่งนั้นเลื่อนลึกลง

- ห้ามใช้น้ำ น้ำมันหยอดหู เพราะวัตถุบางอย่างอาจดูดซับน้ำ จนพองตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

 

ระวังไว้ก่อน

- ต้องสังเกตและระมัดระวังสิ่งของชิ้นเล็กๆ ตามที่นอน ห้องนั่งเล่น พื้นห้องที่ลูกต้องคลาน เดิน

- ถ้าลูกต้องสัมผัสกับพื้นโดยตรง หาผ้าปูรอง และกางมุ้งป้องกันแมลงเดินเข้าหู 

- ในเด็กโตอย่าใช้คอตตอนบัตแคะหู โดยธรรมชาติร่างกายจะขับขี้หูออกมาเอง ไม่ต้องเแคะ แกะ เพราะเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อแก้วหูชั้นใน ทำให้ลูกมีปัญหาการได้ยิน

 

3.  จมูก

ระวังเมล็ดผลไม้ ลูกแก้ว ก้อนหิน หรือชิ้นส่วนของเล่นชิ้นเล็ก ลูกปัดและยางลบที่อาจติดคารูจมูก

 

ทำอย่างไรดี

- ถ้ามีของติดจมูกให้ปิดรูจมูกลูกอีกข้างหนึ่ง แล้วให้ลูกพ่นลมหายใจออกแรงๆ ถ้ายังไม่ออก ให้หายใจช้าๆ ลึกๆ และทำซ้ำอีกครั้ง

- กระตุ้นให้จาม โดยใช้ทิชชูแหย่เข้าไปในรูจมูก เพื่อให้ลูกจากจนของกระเด็นหลุดออกมา

- อย่าใช้นิ้วหรือไม้แคะ เพราะของจะยิ่งเลื่อนลึกลง

- ถ้าทำแล้วยังไม่ได้ผล ของยังติดค้างอยู่ ควรรีบไปพบคุณหมอ

 

ระวังไว้ก่อน

- ดูแลความปลอดภัยให้ดี

- ต้องมีคนใกล้ชิดและไม่ให้ลูกห่างสายตา

- ต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติ เช่น ลูกร้องโยเย ใช้มือแคะแกะเกาจมูกบ่อยๆ หรือมีแผลเป็นหนอง มีเลือดออก มีกลิ่นเหม็น ให้รีบพาไปพบคุณหมอเพื่อตรวจและรักษาทันที

 

4.  คอ หลอดลม

ระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ เมล็ดผลไม้ ลูกอม ลูกกวาด ลูกปัด เหรียญ รวมทั้งก้างปลา กระดูกไก่ การกลืนอาหารชิ้นโต การพูดคุยหรือหัวเราะขณะกิน เมื่อของติดคอจะทำให้ลูกไอ หายใจไม่ออก หายใจเสียงดัง พูดไม่มีเสียง พูดลำบาก

 

ทำอย่างไรดี

- ใช้ข้าวสุกนิ่มๆ ปั้นเป็นก้อนขนาดพอดีคำ บางสูตรก็ใช้กล้วยให้ลูกกลืน ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง หากยังไม่ออก หรือเห็นว่าเป็นของชิ้นใหญ่ ทางที่ดีควรรีบไปโรงพยาบาล อย่าล้วงคอ เพราะจะทำให้อาเจียนเกิดอันตราย

- จับเท้าลูกทั้ง 2 ข้างให้แน่น ห้อยศีรษะลง ส่วนเด็กเล็กให้จับคว่ำพาดที่ตักให้ศีรษะต่ำ ให้อกลูกอยู่บนมือและท้องแขนคุณ แล้วใช้สันฝ่ามืออีกข้างหนึ่งตบที่กลางหลังให้ลูกไอ คายของออกมา

- หากของยังไม่ออก ลูกหายใจติดขัด ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาล ถึงมือคุณหมอใหเร็วที่สุด

 

ระวังไว้ก่อน

- ในเด็กเล็กที่ยังไม่มีฟัน ไม่สามารถเคี้ยวให้ละเอียดได้การปรุงอาหารและกินอาหารด้วยความระมัดระวัง เช่น เรื่องเศษก้างปลา กระดูก เปลือกไข่ หรือเมล็ดผลไม้ เช่น น้อยหน่า เป็นต้น เพื่อไม่ลูกเผลอกลืนเข้าไปโดยเฉพาะ

- อย่าทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเลียนแบบ เช่น โยนของเข้าปาก ใช้ปากอมสิ่งของ

- สอนมารยาทเรื่องกิน เช่น ขณะกินอย่าเล่น หรือหัวเราะ เพราะอาหารอาจติดคอได้ง่าย

 

Mother & Care Free Mag VOL.12 NO.134