ลูกนอนกรน ระวัง...!!! ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น

 

การนอน เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตทุกด้านของวัยเบบี๋ ทั้งด้านร่างกาย สมอง อารมณ์ และจิตใจ แต่การนอนจะกลายเป็นปัญหาทันที ถ้าลูกมีอาการนอนกรน จนเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้หยุดหายใจได้ ต้องระวังให้ดีค่ะ

 

ลูกคุณมีปัญหานอนกรนหรือไม่ อย่างไร

 

ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรสังเกตการนอนของลูกด้วย ดูว่ามีอาการนอนหลับเป็นอย่างไร นอนกรนหรือไม่ เพราะจากการศึกษาพบว่า 20 % ของเด็กมีอาการนอนกรน โดย 7 - 10 % มีอาการนอนกรนทุกคืน มีเด็กหลายคนนอนกรนแต่ก็มีสุขภาพดี แต่มีอยู่ราว 2% พบว่ามีปัญหาขณะหลับ คือ มีปัญหาหายใจลำบาก อาจเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นได้

 

รู้จักภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea Syndrome : OSAS) 

 

เป็นภาวะที่ทั้งเด็กชายหญิงสามารถเป็นได้ มักเกิดจากช่องคอที่แคบลงและปิดในระหว่างหลับ ทำให้เด็กมีอาการหายใจเสียงดัง หายใจหอบ สะดุ้ง สำลัก เวลาหายใจเข้าหน้าอกจะบุ๋มปกติขณะหลับ

 

โดยปกติขณะหลับ กล้ามเนื้อจะหย่อนตัวมากกว่าตอนตื่น รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจด้วย แต่เด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น กล้ามเนื้อจะหย่อนตัวมาก ทำให้ช่องคอแคบมากกว่าปกติ จนกระทั่งช่องคอปิด เด็กจะพยายามหายใจ อาจได้ยินเด็กหายใจเฮือกเสียงดังเมื่อเด็กเริ่มกลับมาหายใจอีกครั้ง การหายใจเช่นนี้อาจกระตุ้นให้ตื่นเป็นช่วงสั้นๆ ได้  และอาจทำให้เป็นโรคหัวใจได้ เนื่องจากมีภาวะขาดออกซิเจน 

 

อาการโดยทั่วไปเป็นอย่างไร

 

เด็กจะนอนหลับในท่าทางที่ผิดปกติ กรนเสียงดังและกรนเป็นประจำ จะหยุดหายใจขณะหลับในระยะเวลาสั้นๆ แล้วตามด้วยเสียงกรน หายใจหอบ หรือตื่นกลางคืน เหงื่อออกมากขณะหลับ นอนกระสับกระส่าย ปลุกตื่นยาก หลังตื่นนอนอยากจะนอนหลับต่อ ปวดศีรษะระหว่างวันหรือหลังตื่นนอน หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย

 

เมื่อโตขึ้นจะมีปัญหานอนหลับยาก มักหลับขณะเรียนหนังสือ อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียน การเจริญเติบโต มีปัญหาพฤติกรรม ปัสสาวะรดที่นอน อาจปัญหาสมาธิสั้นและซนกว่าปกติ เป็นต้น 

 

การดูแลรักษา

 

*  ถ้าหากสังเกตว่าลูกมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรปรึกษากุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจากการนอนหลับ เพื่อวินิจฉัยว่าลูกมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นหรือไม่

 

* ผู้เชี่ยวชาญอาจแนะนำให้ตรวจการนอนหลับ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยบอกว่ามีภาวะนี้หรือไม่ หรือเป็นเพียงนอนกรนธรรมดา ซึ่งการตรวจการนอนหลับจะช่วยให้แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

 

ขอบคุณข้อมูล :  ศูนย์นิทราเวช  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ www.sleepcenterchula.org