10 อาการปวด กวนใจแม่ท้อง

พอเริ่มตั้งครรภ์ บางท่านอาจอาการปวดตรงนั้น ปวดตรงนี้ก็เริ่มมารุมเร้าร่างกายว่าที่คุณแม่คนใหม่ เรียกว่าปวดได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และเพื่อให้แม่ท้องเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างสบาย แม่ท้องจะปวดที่ใดกันบ้าง ลองไปดูกันค่ะ

 

 

1. ปวดศีรษะ

สาเหตุของอาการปวดศีรษะนั้นมาจากหลายปัจจัย แต่หลักๆ แล้วคือ ปริมาณเลือดในร่างกายที่เพิ่มขึ้น เลือดส่วนหนึ่งถูกส่งไปเลี้ยงเจ้าตัวน้อย และเส้นเลือดมีอาการตึงตัว จนทำให้ปวดเกร็ง แล้วหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อย อากาศร้อน ก็จะยิ่งปวดหัวขึ้นมาได้ 

อาการคือ จะปวดเกร็ง ตื้อที่ขมับ ปวดร้าวไปที่ต้นคอ แล้วหากใครที่เป็นไมเกรนอยู่แล้วจะยิ่งมีอาการปวดมากขึ้นกว่าเดิม

 

       วิธีแก้ แม่ท้องควรจัดเวลานอนให้เพียงพอ แบ่งเวลานอนผักผ่อนช่วงกลางวัน และนอนหนุนหมอนสูง การอยู่ในห้องที่เย็นสบายอากาศถ่ายเทจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดี หากปวดศีรษะมากสามารถกินยาพาราเซตามอลได้ (แต่ไม่ควรกินมากเกินไป ให้ใช้วิธีผ่อนคลายอื่นๆ ก่อนใช้ยา ดีที่สุดค่ะ

 

2. ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง

เมื่อท้องใหญ่ขึ้น แม่ท้องจะปวดเมื่อยตัว แขน ขา กล้ามเนื้อต่างๆ เพราะร่างกายต้องแบกรับน้ำหนักมากขึ้น เพียงแค่ยืนเฉยๆ ร่างกายก็จะโน้มไปข้างหน้าเพราะศูนย์ถ่วงเสีย กล้ามเนื้อหลังจะรับบทหนักในการช่วงดึงงตัวเพื่อไม่ให้ล้ม ส่วนเวลานอน น้ำหนักของมดลูกก็จะมากดทับ 

 

     วิธีแก้ เลือกสวมใส่รองเท้าส้นเตี้ยที่ใส่สบาย เพื่อรองรับน้ำหนักและสรีระ ส่วนตอนนอนให้นอนตะแคงข้าง และใช้หมอนหนุนท้อง หรือกอดหมอนข้าง จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น 

 

3. ปวดหน้าอก ลิ้นปี่

อาการปวดที่หน้าอกหรือลิ้นปี่ หรือปวดจุกเสียด หลังจากกินอาหารอิ่มใหม่ๆ เนื่องมาจาก ลำไส้ถูกดันขึ้นมาจากมดลูก อาหารต่างๆ ที่กินเข้าไปจะมาจุกรวมกันที่ช่องท้องทำให้แม่ท้องรู้สึกอึดอัด นอกจากนี้ผลจากฮอร์โมนทำให้การบีบตัวของทางเดินอาหารช้าลง ปกติเวลากินอาหารเสร็จจะค้างอยู่ในกระเพาะเพียง 2 – 3 ชั่วโมงเท่านั้น แต่แม่ท้องอาหารจะค้างอยู่ในกระเพาะนานกว่า 3 – 4 ชั่วโมงแล้วจึงผ่านท่ออาหาร ไหลลงสู่ลำไส้ บางทีอาหารยังย่อยไม่หมด เมื่อกินอาหารเข้าไปอีก ก็จะทำให้จุกแน่น ส่วนอาหารที่ค้างอยู่นานกรดในกระเพาะก็จะยิ่งกัดทั้งกระเพาะและอาหารไปพร้อมกัน

 

     วิธีแก้  กินอาหารที่ย่อยง่ายและกินต่อมื้อน้อยๆ แบ่งย่อยไว้กินหลายมื้อต่อวัน

 

4. ปวดเต้านม

ปวดเจ็บบริเวณเต้านม คัดตึง คล้ายช่วงมีประจำเดือน เกิดจากร่างกายมีการสะสมและเริ่มสร้างต่อมน้ำนม  เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 อาการปวดจะเบาลงค่ะ

 

     วิธีแก้ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเต้านมเบาๆ 

 

5. ปวดท้องน้อย

มีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย บางคนอาจจะปวดตึงบริเวณอวัยวะเพศ หรือลามไปบริเวณขาหนีบ คล้ายช่วงปวดประจำเดือน สาเหตุมาจาก มดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงมีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น ทำให้มดลูกบวม ซึ่งมักจะเกิดในสัปดาห์ที่ 36 เพราะมดลูกมีการเคลื่อนต่ำลง 

 

     วิธีแก้ นอนพัก หรือนั่งพัก สังเกตว่าอาการเบาลงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่หากมีอาการปวดถี่ขึ้นเรื่อยๆ  อาจเป็นสัญญาณว่าแม่ท้องปวดท้องเตือนใกล้คลอด ควรรีบไปพบแพทย์อย่านิ่งนอนใจค่ะ

 

6. ปวดเมื่อยตัวช่วงใกล้คลอด

เกิดจากอาการบวมน้ำ เพราะร่างกายมีการสะสมน้ำไว้ตามเซลล์ต่างๆ  เพื่อช่วยประคองเส้นเลือดให้มีความดันคงที่ขณะคลอด เพราะตอนคลอดแม่ท้องจะเสียเลือดมาก เสียน้ำคร่ำ ความดันโลหิตก็จะตก แต่อาการบวมน้ำนี้หลังคลอดจะถูกขับออกมาในรูปปัสสาวะ

 

     วิธีแก้ จุ่มมือในน้ำอุ่น 5-10 นาที ยกเท้าให้สูงจะลดอาการบวมได้ เหยียดตัว หรือให้สามีช่วยนวด แต่ห้ามกินยาแก้ปวด แก้อักเสบเพราะยาบางชนิดเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องค่ะ

 

7. ปวดขา

เกิดจากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ยิ่งแม่ท้องที่มีครรภ์ใหญ่จะปวดขาเวลาเดิน ปวดตามกล้ามเนื้อและเส้นเลือดเพราะมดลูกใหญ่ขึ้นไปขวางทางเดินของเส้นเลือด เลือดไหวเวียนไม่สะดวก เกิดเป็นเส้นเลือดดำโป่งพอง

 

วิธีแก้ เวลาแม่นั่งหรือนอนให้ยกขาสูงกว่าหัวใจเพื่อช่วยการไหลเวียนของเลือด

 

8. ปวดริดสีดวง

เกิดจากแม่ท้อง ท้องผูก แรงดันบริเวณทวารหนักจะมากขึ้น เส้นเลือดโป่งพองมากขึ้น ถ้าเส้นริดสีดวงแตก เลือดไหล อาจจะเกิดการตกเลือดได้

 

วิธีแก้ กินผักผลไม้เยอะๆ ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร และทุกๆ เช้าหมั่นเข้าห้องน้ำ

 

9. ปวดจะคลอด

ปวดถี่ขึ้นเรื่อยๆ บีบตัวทุกครึ่งชั่วโมง ขยับไปทุก 5-10 นาที ถ้าปวดทุก 5 นาทีจะเป็นเจ็บท้องคลอด และอาจจะมีน้ำเดินไหลออกมา หรือมีมูกเลือดออกมาจากปากมดลูก แสดงว่าปากมดลูกเปิดแล้ว ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที  

 

10. ปวดตามร่างกายไม่มีสาเหตุ

อาการปวดโน้น ปวดนี่ไม่มีสาเหตุ เป็นอาการปวดที่ไม่เป็นอันตราย เจ็บปวดไม่นานก็จะหายไปเอง เช่นตื่นมาแล้ว ปวดแขน ปวดขา หรือปวดไหล่ ซึ่งอาจเกิดจากท่านอน การเดิน การยืนผิดท่าเท่านั้นค่ะ